สังโยชน์ ๑๐ (เครื่องผูกรัดเหล่าสัตว์ไว้ในภพ)

๑.สักกายทิฏฐิ

ความรู้สึกว่าร่างกายไม่ตาย เป็นเรา เป็นของเรา

๒.วิจิกิจฉา

สงสัยในคำสอนของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์

.สีลัพพตปรามาส

รักษาศีลแบบลูบๆ คลำๆ ไม่ได้ตั้งมั่นอยู่ในศีลที่บริสุทธิ์

๔.กามราคะ

พอใจในกามคุณ

๕.ปฏิคะ

มีอารมณ์กระทบใจ จิตมีความโกรธ

๖.รูปราคะ

หลงในรูปฌาน

๗.อรูปราคะ

หลงในอรูปฌาน

๘.มานะ

การถือตัวถือตน

๙.อุทธัจจะ 

มีอารมณ์ฟุ้งซ่าน

๑๐.อวิชชา   

ไม่รู้ตามความเป็นจริง

————————————————-

ข้อ– ๕      กิเลสหยาบ

ข้อ – ๑๐    กิเลสละเอียด

 

วิธีการปฏิบัติเพื่อละสังโยชน์ ๑๐ ประการ

   (ธรรมะจากพระนิพพาน)

   

…………….

……………….

(องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า)  พระยาธรรมเอย! แนวทางอื่นนอกเหนือจากที่ได้แสดงไปแล้วนั้น ก็คือ การพิจารณาถึงกิเลสที่ตนนั้นยังมีอยู่ ยังเหลืออยู่   หมั่นพิจารณาระลึกรู้ตามความชั่ว ความไม่ดี สิ่งไม่ดี ที่มันมีอยู่ในตัวของเรา ระลึกเช่นนี้อยู่เสมอว่า…..

ตัวของเรานี้มีความหลงอยู่มากไหม?

ตัวของเรานี้มีความรักอยู่มากไหม?

ตัวของเรานี้มีความโลภอยู่มากไหม?

ตัวของเรานี้มีความโกรธอยู่มากไหม?

หมั่นพิจารณารู้ตามในสิ่งที่ตนเป็นอยู่ มีอยู่ ทำอยู่ ดูใจของตน ดูกายของตน ดูความคิด ดูจิต ดูใจ อยู่ในวงแคบๆ แห่งตนนี้ล่ะลูก!

หมั่นพิจารณาอยู่บ่อยๆ อ่านใจของตน อ่านวาจาของตน อ่านการกระทำของตน อยู่กับตนอยู่เสมอ คอยดูกิเลสที่มันผ่านๆ อยู่ในตัวของเรา กิเลสความหลง ความรัก ความโลภ และความโกรธ ถ้าเมื่อไรที่เรารู้ทันมันว่า นี่คือ ความโกรธซ่อนอยู่ในเรา  นั่นคือความโลภซ่อนอยู่ในเรา ความรักคือเชื้อราคะ มันยังทำงานอยู่ในเราอยู่ ความลุ่มหลง ยึดมั่นถือมั่น ลุ่มหลงในตัวเรา ตัวบุคคลผู้อื่น สิ่งของต่างๆ ยังมีอยู่ในเรา เรารู้ทันมันแล้ว เราก็เร่งทำความดี เพื่อที่จะเอาความดีที่เราทำนั้น   มาถอดมาถอนกิเลส เช่น การทำสมาธิ การฝึกสติ ฝึกปัญญา ฝึกพลังแห่งจิต เพื่อที่จะกลับมาถอดถอนสิ่งที่มันมีอยู่นี้ และเมื่อเราระลึกรู้ตามมันอยู่เสมอ เราก็จะรู้ช่องทางที่มันจะพาเราสร้างกรรม ความโกรธกำลังจะพาเราสร้างกรรม เราก็หยุดระงับมันซะ! ความโลภ ความรัก ความหลง มันจะพาให้เราสร้างกรรมใดที่ไม่ดี เราก็ระงับหยุดมันซะ! อย่าให้มันได้ทำงาน แล้วคอยเอาชนะมันอยู่ทุกฉากทุกตอน มีสติระลึกรู้อยู่ ตั้งมั่นอยู่ มันจะทำงานไม่ได้เลยลูก! ถ้าเราเฝ้าดูมันอยู่เสมอ

เปรียบเสมือนเชื้อโรคที่มันมีอยู่ในตัวเรา ในจิตใจเรา มันกำลังกินเรา กัดเรา มันกำลังเป็นนายแห่งเรา สั่งให้เราทำสิ่งนั้นทำสิ่งนี้ตามใจของมัน เราก็แค่รู้ตาม มีสติรู้ตาม อย่าเผลอปล่อยให้มันทำงาน เราก็คอยเฝ้าดูมันอย่างมีสติ อย่างนี้เสมอ ไม่ต้องส่งจิตออกนอกไปดูคนโน้นคนนี้ เขาโกรธ เขาโลภ เขาหลง เขาดี เขาไม่ดี ไม่ต้องสนใจ เอาจิตตั้งมั่นไว้ในตัวของเรานี้ล่ะลูก! เฝ้าดูความหลงของเรา หลงหนอ หลงในร่างกายนี้จริงๆ เลยหนอ หลงยึดติดว่านี่คือเราจริงเลยหนอ หลงอยู่ หลงจริง หลงจัง ไม่น่าหลงเลย ถอดถอนออกไปเสีย

รักหนอ รักจริงรักจังเลยหนอ รักในรูปของเรา ในรูปของคนอื่น รักในสิ่งนั้นสิ่งนี้  รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆ หนอ ทิ้งมันไป ถอดถอนมันไป จะรักทำไมเรา เมื่อมันต้องดับต้องเสื่อมไปไม่มีอยู่จริง มันเป็นของปลอม มันเป็นของหลอกล่อให้ลุ่มหลงให้เราหนอ ถอดถอนมันไปเสีย

โลภหนอ โลภหนอ โลภทำไมหนอ โลภมาก็เอาไปไม่ได้ โลภมาแล้วหลายล้านชาติ บัดนี้ไม่เห็นมีอะไรเลย โลภหนอ โลภหนอ ทิ้งมันไป ถอดถอนมันไป  ไม่ควรโลภกับมันเลย ไม่ควรสนใจมันเลย

โกรธหนอ โกรธแล้วได้ประโยชน์อะไรกับเรา โกรธไปก็เท่านั้น โกรธหนอ โกรธหนอ โกรธแล้วไม่มีประโยชน์อะไร มีแต่ทำให้จิตใจเศร้าหมอง และเป็นทุกข์ ทั้งคนที่โกรธ และคนที่ถูกโกรธ มีแต่จะสร้างกรรมทำเวรหนอ ไล่มันไป อย่าให้เกิดที่เรา

อย่าโกรธ อย่าโลภ อย่าหลง อย่ารักเลย สิ่งเหล่านี้มันเป็นเชื้อที่ทำให้เราเจ็บป่วย เราเหมือนคนป่วยน่ะลูก! ที่ถ้าเกิดเรามัวแต่มองว่า คนนั้น ป่วย คนโน้นป่วย คนนี้ป่วย เราก็มัวแต่มอง แล้วก็เอาเชื้อของคนอื่นเข้ามาหาเรา ถ้าหากว่าเราไม่มองที่เขา มองแต่ที่เรา เราก็จะมีสติระลึกรู้ แล้วก็ถอดถอนเชื้อแต่ละตัวออกจากเรา ฆ่าเชื้อด้วยการมีสติรู้ทัน เราก็จะถอดถอนมันไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ เรื่อยๆ จนเรานั้นมีสติตั้งมั่น อยู่เหนือความลุ่มหลง ที่มันลุ่มหลงว่าเป็นเรา เป็นตัวตนของเรา สิ่งสมมติทั้งหลายที่เป็นรูปเป็นนามต่างๆ มันก็จะทำอะไรเราไม่ได้  เพราะเราสามารถอยู่เหนือมันแล้ว เราก็จะค่อยๆ ถอดถอนกิเลสเหล่านี้ ออกจากตัวของเราได้ เริ่มจากกิเลสที่มันหยาบ มันก็จะค่อยๆ ไปสู่กิเลสที่ละเอียด

ทีนี้เราก็ค่อยมาพิจารณาตาม จับตามมันไปเรื่อยๆ ตามสังโยชน์ ๑๐ประการ ของบุคคลที่จะเข้าสู่การเป็นองค์พระอรหันต์ เรารู้ตื่น รู้ตัว รู้เท่ารู้ทัน ความหลง ความรัก ความโลภ และความโกรธแล้ว เรารู้ตามมัน รู้ทันมัน ถอดถอนมันไปเรื่อยๆ จนเราก็มาพิจารณาถึงกิเลสหยาบทั้ง ๕ อย่างก่อน

(ข้อที่ ๑) เรายังมีความยึดมั่นถือมั่นในร่างกายนี้ว่าเป็นเรา เป็นของเรามากน้อยเพียงใด? หรือว่าไม่มีแล้ว ไม่มีจริงหรือเปล่า? ต้องดูให้ลึกเข้าไปข้างใน พิจารณาถอดถอนมัน ถ้าเราสิ้นแล้วหมดแล้ว 1 ข้อ ถือว่าใช้ได้ ถ้ายังไม่สิ้น ยังไม่หมด ก็ระลึกรู้ไปว่า ความหลงมันยังมีอยู่ ความยึดมั่นถือมั่นในร่างกายนี้ กิเลสมันยังทำงานอยู่ในเรา นะลูกนะ!

แล้วก็พิจารณาถึงข้อที่ ๒ ว่า เรายังมีความลังเลสงสัยในเรื่องอะไรอีกอยู่หรือเปล่า?

ยังสงสัยใน พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

สงสัยในคุณงามความดี ในกฎแห่งกรรม

สงสัยการเวียนว่ายตายเกิด

มีความสงสัยเหล่านี้อยู่หรือเปล่า?

ถ้ายังมีอยู่ แสดงว่าเรายังต้องถอดถอนกิเลสออกอีก เพราะว่าเรายังไม่รู้แจ้งตามความเป็นจริง เรายังสว่างไม่พอ

ถ้าสามารถเข้าใจแล้ว รู้แล้ว แล้วรู้ในระดับไหน?

รู้แจ้งวัฏสงสารการเวียนว่ายเวียนวน รู้แจ้งตามคำสอนอย่างแท้จริงแล้วหรือยัง?  รู้จริงแล้วปฏิบัติตามได้หรือเปล่า?

ดูให้มันลึก ลึกเข้าไปให้มันที่สุดแห่งการดู ดูจนกว่าจะแน่ใจจริงๆ ว่าไม่ได้สงสัยอะไรอีกต่อไป ถือว่าใช้ได้ ถ้ายังมีความสงสัยอยู่ นั่นแสดงถึงกิเลสที่มันยังปกคลุมปิดบังครอบงำจิตใจเรา ทำให้เราลุ่มหลง ทำให้เราไม่รู้ตามความเป็นจริงอยู่ ต้องถอดถอนกิเลสต่อไปอีก

(ข้อที่ ๓) เราก็ลองพิจารณาดูว่า บัดนี้เรายังทำผิดศีลผิดธรรมอยู่หรือเปล่า?  ยังคิดชั่ว ทำชั่ว พูดชั่ว อยู่หรือเปล่า?   ยังมีจิตคิดเพ่งโทษ เบียดเบียนผู้อื่นด้วย กาย วาจา ใจ หรือเปล่า?

หรือว่าเราไม่ได้กระทำสิ่งเหล่านั้น เราอยู่ในกรอบของศีลที่บริสุทธิ์ ไม่ได้ทำผิดแม้แต่เล็กน้อย

เราก็ลองพิจารณาดูเรื่องของ กาย วาจา และ ใจ อยู่ในกรอบของศีล คือกรอบของการทำความดีอย่างบริสุทธิ์ ไม่เบียดเบียนเขา ไม่เบียดเบียนเรา ตั้งมั่นอยู่ในศีลที่บริสุทธิ์ สว่างไสว หรือเปล่า?

พิจารณาดู ถ้าละเมิดผิดศีลอยู่ ไปคิดเพ่งโทษคนอื่น พูดเพ่งโทษคนอื่น กระทำโทษคนอื่น หรือเบียดเบียนต่อผู้อื่น ถือว่าใช้ไม่ได้ ถือว่ายังต้องถอดถอนกิเลสต่อไป เมื่อเราทำได้แล้ว ก็ต้องดูลึกเข้าไปอีกว่า เรานั้น น่ะทำได้ขนาดไหน?   ก็ต้องดูไปให้มันละเอียด อย่างนี้แหละ!  พระยาธรรม!

ต้องพิจารณาตัดสังโยชน์ทั้ง ๑๐ ประการ

พิจารณาให้ลึกเข้าไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ มีอยู่ มีมากมีน้อย มีปานกลาง หรือว่าหมดสิ้นแล้วจากสังโยชน์เหล่านี้

เช่นข้อที่ ๔ ต่อไป ไม่มีความลุ่มหลงในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส

เรายังมีความลุ่มหลงในรูป ในรส ในกลิ่น ในเสียง สัมผัส หรือเปล่า?  มีแล้วมันมีอยู่มากแค่ไหน? ไม่มีแล้วมันละเอียดเพียงใด?

ลึกเข้าไป มันยังมีอยู่หรือเปล่าในส่วนลึก ลองพิจารณาดู ถ้ายังมีสิ่งเหล่านี้อยู่ ต้องถอดถอนกิเลสให้สิ้น ให้หมดจากตัวของเรา แสดงถึงความยังมีกิเลสอยู่ในตัวของเรา

ต่อไป สังโยชน์ข้อที่ ๕ไม่มีความพอใจ หรือไม่พอใจ ไม่มีความผูกโกรธอะไรต่อไปอีก เรายังมีความผูกโกรธ ไม่พอใจ ถูกใจ ไม่ถูกใจ เหล่านี้อยู่หรือเปล่า?

พิจารณาให้ลึก ดูที่ตัวของเรา มี ไม่มี ถอดถอนในตัวเรา

ข้อที่ ๖ เข้าสู่ระดับของกิเลสที่มันละเอียดลึกเข้าไป

เรามีความหลงใน “รูป” ที่เป็นวัตถุ หรือ “รูปฌาน” หรือเปล่า?

ลองพิจารณาดูว่าไปหลงติดอยู่ในรูปฌานต่างๆ อยู่หรือเปล่า?

หลงในรูปที่เป็นวัตถุต่างๆ อยู่หรือเปล่า? ก็ต้องพิจารณาดู

ต่อไปข้อที่ ๗ มีความหลงใหลใน “อรูป” หรือ ”อรูปฌาน” ว่าดีอยู่หรือเปล่า?

คือสิ่งที่ไม่มีรูป หรือฌานที่ไม่มีรูปนั้น เราไปติดไปหลงอยู่ในนั้นหรือเปล่า?

ต่อไปข้อที่ ๘ มีการเปรียบเทียบเขา เปรียบเทียบเรา ถือว่าเราดีกว่าเขา เขาดีกว่าเรา เสมอกัน อย่างนี้หรือเปล่า? ถ้ายังมีสิ่งนี้อยู่ ต้องถอดถอนกิเลสออกเสียให้มันสิ้นซาก

ต่อไปก็ข้อที่ ๙ มีอารมณ์ฟุ้งซ่าน ไม่แน่ใจว่าจะไปนิพพานดีหรือไม่ไป? จะไปได้หรือไปไม่ได้ ไม่มั่นใจในตนเอง ขาดความเข้มแข็งในจิตใจ อย่างนี้หรือเปล่า? ลองพิจารณาดู ถ้ามีก็ต้องถอดถอนกิเลสให้หมด  ให้สิ้นซากจากเราไป

ข้อที่ ๑๐ มีความหลงในมนุษยโลก คิดว่าโลกมนุษย์นี้ดี หรือในเทวโลก พรหมโลก คิดว่าการเวียนวนอยู่ในภูมิที่สมมติว่าดีในวัฏสงสารนี้ยังดีอยู่ หรือว่าคิดว่าไม่ดีแล้ว ก็ต้องลองตรึกตรองดู ทบทวนดูที่ตัวของเรานี้แหละลูก! ว่ามันเป็นแบบไหนยังไง?

เมื่อเราพิจารณาจับกิเลสตัณหา จับสิ่งที่มันซ่อนอยู่ในใจของเรา เชื้อที่มันทำงานอยู่ในเรา จับมันให้ได้ ดูที่จิตที่ใจเรา รู้ให้ทันมัน ตีมันให้ถูก เมื่อตีมันถูกแล้ว ก็เข้าไปดู ไล่ตามสังโยชน์ ๑๐ ประการ ว่ามันยังมีฤทธิ์อยู่หรือเปล่า? มันยังทำงานอยู่หรือเปล่า? ค่อยๆ ไล่กิเลสละเอียดตามสังโยชน์ ๑๐ ประการนั้นอีกทีหนึ่ง บางทีเราหลงคิดว่า มันหมด แล้วล่ะ! ไอ้เจ้าหลงเนี่ย ไอ้เจ้ารัก ไอ้เจ้าโลภ เจ้าโกรธ มันหมดในเราแล้ว เราอาจจะหลงก็ได้ นะลูกนะ!

ฉะนั้น เมื่อเรารู้เท่ารู้ทันเชื้อกิเลส รัก โลภ โกรธ หลง เนี่ย เราตีมันถูกตัว เราก็หมั่นหยิบเอาสังโยชน์ ๑๐ ประการ ขึ้นมาพิจารณาอยู่บ่อยๆ  พิจารณาอยู่เสมอๆ ให้มันลึกเข้าไป ลึกเข้าไป ละเอียดเข้าไป ละเอียดเข้าไปทุกที ทำอยู่อย่างนี้เรื่อยๆ  จนกว่าเราจะมั่นใจมัน เราสามารถขัดเกลากิเลสตัณหา ตั้งแต่หยาบสู่ละเอียด ออกจากตัวของเราได้แล้วอย่างสิ้นเชิง ไม่มีเกิดขึ้นในเราอีกต่อไป เราดับแล้วจากความทุกข์  เราดับแล้วจากความเป็นเรา ดับแล้วจากการถือ ไม่มีเราไม่มีเขา อีกต่อไป

เราสักแต่ว่าอยู่ สักแต่สมมติเป็นเราไป โดยไม่สุขไม่ทุกข์ รอเพียงแค่กายนี้ดับ กิจก็จบลง อย่างนี้แหละ พระยาธรรม! พิจารณาตามทางเส้นนี้ก็สามารถเป็นองค์พระอรหันต์ได้ลูก! เราก็ฝึกฝนตามแนวทางเหล่านี้ดูก็แล้วกันนะ พระยาธรรม!

การที่เราจะเข้าสู่การเป็นองค์พระอรหันต์นั้น ก็มีแนวทางรูปแบบต่างๆ ตามที่กล่าวมาแล้ว ๔ อย่างนี้ จงน้อมไปประพฤติปฏิบัติ เพราะมันเป็นแนวทางหลักที่จะพาให้ลูกทั้งหลาย เข้าสู่การเป็นองค์พระอรหันต์ และอาจจะมีแนวทางนอกเหนือจากนี้ที่เป็นปลีกย่อยออกไปอีก มันมาก แต่ว่าเราเอาแค่ที่มันเป็นหลักๆ ก็แล้วกัน

เอาเป็นว่าทำความดี ก็คืออยู่ในกรอบแห่งศีล

เอาเป็นว่าอยู่ในกรอบของศีลแล้ว ปัญญา สมาธิ ก็จะก่อเกิด

ให้เราค่อยๆ รู้ทำ ดับกิเลสตัณหาได้ ไล่ขึ้นมาเรื่อยๆ แล้วเราก็จะดับการเกิดได้

หนทางของการไปสู่การเป็นองค์พระอรหันต์ก็มี คิดดี พูดดี ทำดี เพื่อละความรัก โลภ โกรธ หลง ให้ได้ แล้วก็มีทานละเอียด ดังที่ได้กล่าวไปแล้วนั้นล่ะ! พระยาธรรม!

อะไรก็ตามที่มันมากมาย มากเกินไปก็จะสับสน เอาให้มันได้สักอย่างนึงใน ๔ อย่างนี้ ถือว่าใช้ได้แล้วล่ะ พระยาธรรม!

(พระยาธรรม) สาธุเจ้าค่ะ กราบขอบพระคุณพระพุทธองค์ที่ทรงเมตตาแสดงธรรมนี้ ให้ลูกได้ฟังพระพุทธเจ้าข้า…….