<< การชำระทุกข์ในใจตน >>

 

“พระยาธรรมเอย! บุคคลผู้ที่จมอยู่ในความทุกข์ รู้ว่าทุกข์ แต่ไม่รู้ว่าสาเหตุแห่งทุกข์คืออะไร? บุคคลผู้นั้นย่อมไม่มีโอกาสพ้นทุกข์เลย

ก็เมื่อเราไม่รู้จักเหตุแห่งทุกข์ เราจะหนีจะดับมันได้อย่างไรเล่า?

 

เมื่อเราถูกคลื่นกระแสแห่งความทุกข์เข้าครอบงำ เราก็จงมีสติระลึกตามว่า ทุกข์เหล่านี้เกิดขึ้นแล้ว เพราะอะไร?

…………………………

เราก็แค่พิจารณาถึงสิ่งที่เป็นเหตุทำให้เราเป็นทุกข์  หาเหตุของมันให้เจอ แล้วก็สลัดสิ่งเหล่านั้นออกไป แก้ไขในเหตุแห่งทุกข์นั้นให้ได้

ถ้าแก้ที่เหตุไม่ได้ ก็ลองแก้ที่ปลายเหตุ ด้วกการระลึกพิจารณาถึงความว่าง ไม่มี ไม่มีทั้งตัวเราทั้งตัวเขา ทั้งสิ่งที่ทำแล้วและยังไม่ได้ทำ ไม่มีทั้งตวามเหน็ดเหนื่อยหรือว่าอะไรทั้งนั้น ไม่มีอะไรทั้งหมด ทุกอย่างว่างเปล่า ลองกำหนดจิตเอาไว้ที่ความว่าง ลูกเอ๋ย แล้วความเหน็ดเหนื่อย หรือ บุคคลผู้เหน็ดเหนื่อย หรือ ความทุกข์ บุคคลที่ทุกข์ หรืออะไรก็ตาม ที่มันเป็นคลื่นเกาะกุมเป็นตัวเป็นตนก็จะสลายหายไป

ฉะนั้น พระยาธรรมเอย! ลูกก็จงหาเหตุให้เจอ แล้วดับที่เหตุ ถ้าไม่เจอเหตุ ก็หาวิธีดับด้วยการสลายความมีความเป็นทั้งหมดทิ้งไป แล้วปล่อยใจให้ว่างๆ โล่งๆ โปร่งๆ ภาวนาชาร์จพลังไป น้อมพลังเข้าสู่ตน พลังที่เย็น พลังที่สบาย พลังจากพระนิพพาน ที่ที่เป็นบรมสุข น้อมเข้ามา ชาร์จพลังให้กับตนจนจิตสงบตั้งมั่น
เมิ่อจิตสงบตั้งมั่นแล้ว ลูกก็จะสามารถเป็นบุคคลผู้ที่เกิดความสงบขึ้น และคลื่นแห่งความทุกข์ก็จะจางหาย กลับหายไปจากลูกเอง”

พระยาธรรมเอย! ธรรมดาชีวิตที่ต้องดำเนินอยู่บนโลกใบนี้   ก็เหน็ดเหนื่อยเป็นธรรมดา เพราะที่นี่เป็นคลื่นแห่งความทุกข์ เป็นของหนัก เป็นสิ่งที่เราต้องดำเนินไป ดำเนินไป อยู่ในทะเลทุกข์ ตั้งอยู่กับคลื่นแห่งความทุกข์เหล่านี้

แต่ถ้าหากเรารู้สลับ รู้ชาร์จพลัง รู้ทันเหตุแห่งทุกข์ และดับมันใปได้ มันก็จะทำให้เราทำความดีไปทีละขั้น ทีละขั้น จนสำเร็จ เราก็จะมีหนทาง เส้นทาง ที่ให้เลือกเดิน และเดินไหว เพราะเรารู้วิธีที่จะสลับความทุกข์ออกจากตัวเรา

พระยาธรรมเอย! บุคคลผู้ที่อยู่ในที่ที่มีทุกข์ ก็ย่อมต้องมีฝุ่นมาคลุมเป็นธรรมดา แต่บุคคลผู้รู้วิธีป้องกันไม่ให้ฝุ่นเข้าตัวตน แล้วก็ไม่ให้ตนสกปรกจนฝุ่นเหล่านั้นคลุมเกาะจนเหนียวแน่น จนเป็นอะไรที่ล้างไม่ออก บุคคลผู้นั้นย่อมสามารถอาศัยทำความดีอยู่ในท่ามกลางฝุ่นนั้น ไปจนถึงความดีอันสูงสุด

บุคคลผู้ไม่รู้วิธีป้องกันฝุ่น ไม่รู้วิธีชำระล้างให้สะอาด ก็ย่อมต้องถูกฝุ่นเหล่านั้นทำลายความสุขสงบ ครอบงำให้เป็นตัวเป็นตน ให้เหนียวแน่น ให้คลุมบุคคลผู้นั้นเอาไว้อยู่ใต้ความสกปรก ย่อมเกิดความระคายเคือง ย่อมเกิดทุกข์ ย่อมเป็นที่ที่เร่าร้อน ไม่สุข ไม่สบาย ไม่สะอาด

จิตของเราก็เหมือนกันลูก เมื่อเรารู้ล้าง รู้วิธีทำความสะอาด และป้องกัน เราก็จะมีจิตที่สะอาดบริสุทธิ์ ปราศจากความทุกข์ แม้ต้องคลุกอยู่กับฝุ่นก็ตาม เราก็จะพยายามทำดี ทำดีไปเรื่อยๆ

แต่เมื่อไรก็ตาม ที่ดวงจิตไม่รู้จักวิธีป้องกันฝุ่น ไม่รู้จักวิธีชำระล้าง ไม่รู้จักวิธีแก้ไข ก็ย่อมจมอยู่กับกองทุกข์

ฉะนั้น พระยาธรรมเอย! วิธีการชำระล้างความทุกข์ หรือคลื่นกระแสทุกข์ ที่ครอบงำจิตใจของลูกอยู่ ลูกก็ควรที่จะพากันหาวิธี ด้วยการพิจารณาให้เห็นเหตุแห่งทุกข์ ทุกข์นี้เกิดจากความคิด เกิดจากการยึดติด  หรือว่าเกิดจากเหตุใดเล่า และจงดับเหตุแห่งทุกข์เสีย ทุกข์ก็จะดับไป

ลูกเอ๋ย เมื่อรู้เช่นนี้ และทำตามเช่นนี้ ลูกก็จะสามารถชำระคลื่นแห่งความทุกข์ให้หมดไปจากลูก และจงหมั่นทำ ทำอยู่บ่อยๆ

จงจำเอาไว้ว่า ฝุ่นมันจะเข้าครอบงำเราได้ตลอดเวลา ร่างกายของเราจะต้องสกปรกและอาบน้ำทุกวัน ดวงจิตของเราก็เช่นเดียวกัน ควรที่จะได้รับการชำระล้างอยู่ทุกวัน เพราะบางทีการอยู่กับโลก ก็ปฏิเสธไม่ได้ที่จะไม่ข้องเกี่ยวกับโลก แต่ขอให้จิตของเรา รู้วิธีป้องกันตน และแก้ไขชำระล้างคลื่นแห่งโลก คลื่นแห่งความทุกข์เหล่านั้นให้มันหมดไป ให้มันจางไป หายไป จิตของเราก็จะยังคงตั้งมั่นอย่างสง่างาม เพื่อทำความดีต่อไป เช่นนี้แหละพระยาธรรม! พอจะเข้าใจบ้างแล้วหรือยังเล่า   …………..…สาธุ………………

<< หาเหตุของทุกข์ให้เจอ >>

...ลูกทั้งหลาย! เหตุของทุกข์ที่ทำให้ดวงจิตทั้งหลายยังคงเป็นทุกข์อยู่ ก็มีหลักๆ คือสิ่งนี้แหละลูก! คือ ความหลง ความรัก ความโลภ และความโกรธ ความอยาก และความไม่อยาก ที่มันครอบงำจิตใจทุกคนอยู่   
เมื่อไรที่ใครสามารถสลัดจิตตนออกจากสิ่งเหล่านั้น เมื่อนั้นดวงจิตดวงนั้นย่อมพ้นจากความทุกข์……
เป็นทุกข์เพราะอะไร…
การเอาชนะความทุกข์.

<< การแสวงหาบรมสุข >>

 

…..เราจะทำอย่างไร? จึงจะมีชีวิตที่มีความสุขอย่างแท้จริง…
….สุขตลอดไป….