<< ตื่นเถิดพี่น้องชาวพุทธ >>

  • ตื่นเพื่อบรรลุธรรม

  • จะเป็นอย่างไร? หากไม่บำเพ็ญสู่การพ้นทุกข์

…………….

ตื่นเพื่อบรรลุธรรม

การบรรลุธรรมนั้นอยู่ที่จิต ไม่ใช่ภาวะภายนอก การที่เราเป็นนักบวชก็ดี นักกปฏิบัติก็ดีเป็นแต่เพียงลักษณะอาการกิริยาที่แสดงภายนอก เพื่อให้เอื้ออยู่ในวิถีแห่งธรรม ที่จะช่วยให้มีโอกาสหลุดพ้นได้ง่ายขึ้น ก็เท่านั้นเอง

มันจะเป็นการกลั่นกระแสสภาวะทางโลกไม่ให้จิตวิ่งวนไปกับอารมณ์ทั้งหลายทั้งปวงนั้น แต่ให้มีเวลาที่จะอบรมบ่มเพาะจิตของตนมากขึ้นเท่านั้นเอง แต่หากไม่ฝืนฝึกอบรมให้จิตอยู่ในเส้นทางแห่งการหลุดพ้น การบรรลุธรรมก็เป็นไปไม่ได้

กากรบรรลุธรรมนั้น เกิดขึ้นกับผู้ใดก็ตามที่ฝึกฝนอบรมจิตอย่างจริงจังเท่านั้น เพื่อการประหารกิเลสที่บีบคั้นจิตใจของตน บุคคลผู้นั้นไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย จะเป็นพระหรือฆราวาส จะเป็นผู้ครองเรือนหรือผู้ถือสันโดษ จะเป็นนักบวชหรือสัญญาสีก็ตาม หากบุคคลนั้นได้ฝึกฝนตามแนววิถีของวิปัสสนากรรมฐานที่มีความเพียรอันไม่ย่อหย่อน รู้จักหน้าที่ รู้จักฐานะแห่งตน รู้จักปฏิบัติภาวนา นั่นคือหน้าที่ ความหลุดพ้นย่อมเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้นั้นได้เช่นเดียวกัน

การหลุดพ้นนั้นมันป็นเรื่องของจิต ไม่ใช่เป็นเรื่องเปลือกนอกที่ห่อหุ้ม หรือเป็นวิธีการใดๆ ก็ตาม โดยเฉพาะผู้ครองเรือนจะถูกหลอกมานานว่าหลุดพ้นไม่ได้ ต้องออกบวชเท่านั้นจึงจะหลุดพ้นได้ ซึ่งเป็นคำพูดที่ไม่จริงเสมอไป

ถ้าเราย้อนดูประวัติของพุทธสาวก พุทธสาวิกา ในครั้งพุทธกาล บุคคลเหล่านั้นได้ฟังธรรมแล้วก็ได้บรรลุธรรม ได้เป็นพระโสดาบันก็ตอนเเป็นฆราวาสทั้งนั้น  เช่น อนาถบิณฑิกะเศรษฐี บุตรสาวของอนาถบิณฑิกะเศรษฐีที่เป็นอนาคามี ก็ยังเป็นฆราวาส ตลอดทั้งท่านยสกุลบุตร ที่ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ จึงได้ขออุปสมบทในภายหลัง บิดามารดาตลอดจนถึงภรรยาท่าน ก็ได้บรรลุโสดาบัน เป็นฆราวาสเช่นกัน ตลอดทั้งนางวิสาขามหาอุบาสิกา ก็ยังเป็นฆราวาส นี่แสดงให้เห็นว่าการบรรลุธรรมนั้นไม่ได้อยู่ที่เครื่องหมายใดๆ ทั้งสิ้น

ขอให้ท่านฟังให้จบ ทำให้จริง ความจริงแท้ก็จะเกิดขึ้นภายในจิตในใจของท่านด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

ไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นเด็กก็บรรลุธรรมได้ ผู้ชายหรือหญิงก็บรรลุธรรมได้ มหาเศรษฐีหรือยาจกก็บรรลุธรรมได้ เราะธาตุรู้พุทธะนี้มีอยู่กับทุกคนอยู่แล้ว เพียงแต่ท่านกระตุกกระตุ้นธาตุรู้นี้ให้ตื่นขึ้น กระตุ้นจิตให้มีพลังในการที่จะออกเดินสู่การพ้นไปจากทุกข์  แต่ถ้าท่านยังไม่ลุกขึ้นมาต่อสู้ ตื่นขึ้นมาสู่การบรรลุธรรม ท่านก็ไม่สามารถที่จะเดินต่อไปสู่เป้าหมายอย่างแท้จริงได้

การบรรลุธรรมไม่ใช่สิงที่เกิดขึ้นไม่ได้กับเพศฆราวาส หรือทุกๆ เพศ แต่เมื่อเราไม่ออกเดินทางอย่างจริงจังกันต่างหากเล่า เราจึงคิดว่าเป็นไปไม่ได้ เราได้แต่มองดูคนอื่น ได้แต่ฝากความหวังไว้กับผู้อื่น โดยไม่คิดที่จะดึงพลังความเป็นพุทธะที่อยู่ในจิตเดิมแท้ออกมาใช้

เพศฆราวาสผู้ครองเรือนมีหน้าที่ต้องดูแลทั้งตนเองและครอบครัวก็จริง แต่ก็จงดูแลไปตามหน้าที่ ขอเพียงให้รู้ละวิถีชีวิตที่มันขวางนิพพาน ให้จัดสรรเวลามาฝึกปฏิบัติ อยู่ในสถานที่สัปปายะ ฝึกบำเพ็ญภาวนาอย่างยิ่งยวด ปีละ 2-3 ครั้งก็ยังดี และเมื่อใช้ชีวิตที่บ้าน ก็แบ่งเวลาภาวนาด้วยความว่ามันคือหน้าที่ เสมือนหนึ่งหากกายไม่มีอาหารหล่อเลี้ยง มันก็จะตาย จิตที่ไม่รับกระแสธรรมหล่อเลี้ยง ย่อมขาดกำลัง

กายยังต้องรับการชำระล้างให้บริสุทธิ์วันละหลายหน จิตก็เช่นเดียวกัน  ยิ่งมีความสำคัญมากกว่ากาย เพราะจิตจะมีกำลังขึ้น   เมื่อเราชำระมันให้ใสสะอาดบริสุทธิ์ แต่ถ้าเราไม่ชำระมัน มันก็ติดอยู่ในโลกียะ ติดอยู่ในโลภ โกรธ หลง มีน้ำหนักที่จะถ่วงให้จิตเป็นทุกข์อยู่ตลอดเวลา

การที่เราต้องฝืนฝึกฝนตนเอง การฝึกก็คือการฝืนกระแสความรู้สึกที่เคยสบาย ที่เคยเป็นสุข ที่เคยสะดวก มาอยู่ในที่ไม่สบาย ไม่สะดวก มันก็คือขาดสิ่งที่กิเลสมันต้องการ เพราะเราเกิดมาด้วยความไม่ฝืนทั้งชีวิต ปล่อยให้กระแสโลกียะลากดึงเอาจิตเราไปสู่จุดจบเดียวกันหมด  นั้นคือหลงโลก หลงสงสาร

แต่หากว่าท่านใดอยากหลุดพ้น ก็ต้องรู้จักฝืน ต้องรู้จักอดทน ต้องรู้จักปรับเปลี่ยนความเคยชินในแบบโลกๆ มาสู่แบบสันโดษอย่างมีความสมดุลที่เหมาะสมกัน

ทุกย่างต้องมีจุดเริ่มต้นทั้งนั้น เมื่อจิตเดิมมาติดอยู่ในสังสารวัฏนี้ เมื่อมาได้ก็ต้องออกไปได้ ติดได้ก็ต้องหลุดได้ ซึ่งเป็นกฎธรรมชาติอยู่แล้ว เพียงแต่เราไม่หาหนทางที่หลุดเท่านั้นเอง

“ทาง” มีอยู่ แต่คนเดินไม่มี พระบรมครูเป็นแต่ผู้ชี้ทางให้เท่านั้น แต่เราไม่เคยออกมาเดินกันเลย กลับแต่นิ่งอยู่กับความทุกข์ และมองความทุกข์ว่าเป็นตัวตน มองความสุขว่าเป็นของตน นี้เองจึงเป็นกับดักของอวิชชา ที่จะดึงเราให้จมปลักอยู่กับห้วงมหรรณพ

มักจะได้ยินคำว่า ฆราวาสบรรลุธรรมไม่ได้

เพราะจิตนั้นถูกล่อลวงให้เดินตามทางที่พาไปสู่กับดัก คือ อวิชชา  การบรรลุธรรมไม่ขึ้นอยู่กับเพศ หรือ……

ขึ้นอยู่กับการรู้ และเดินออกจากเส้นทางของความมืด มันก็เท่านั้นเอง จะเรียกว่าปลุกให้ท่านตื่น

“เรียกให้ท่านลุก ปลุกให้ท่านตื่น” ก็ได้ เรียกว่า พากันตื่น(ขึ้น)มาเถิด ตื่นจากความลวง ตื่นขึ้นมามองโลกให้เห็นอย่างที่มันเป็น พาจิตใจดวงน้อยๆ ของท่านนี้ ออกจากสังสารวัฏ ให้การเกิดของเราในชาตินี้ ภพนี้ เป็นการเกิดครั้งสุดท้ายดีไหม? ให้การอยู่ในภพนี้เป็นการสั่งลาสถานะความเป็นทาสของกิเลส ใช้ปัญญาของท่านที่ชาญฉลาดอยู่แล้วมองหาทางออกด้วยการหยุดนิ่ง เพ่งดู รู้อยู่ที่กลางฝ่ามือท่าน ให้จิตนิ่ง ดูที่ลมเข้าลมออก แล้วสิ่งต่างๆ จะเปิดตัวของมันออกมาแอง

ขอให้ท่านเพียงเดินปัญญา ให้เรียนรู้โลกที่มีทั้งสุขทุกข์ มีทั้งหัวเราะร้องไห้ ให้ท่านวางความอิสระในจิตตน  อย่าไดก้ถูกหลอกลวงอย่างที่เคยเป็นมา

ขอให้ท่านปิดความสิ้นหวัง ปลดทุกข์ออกจากใจ เดินออกมายืนสู้อยู่กับมันให้ได้ ภายใต้คำว่า “ใต้ดวงอาทิตย์นี้ ไม่มีอะไรที่เราจะทำไม่ได้ ไม่มีทุกข์ใดๆ ที่เราจะไม่พ้นไปได้” สิ่งทั้งปวงในโลก มันอยู่ที่กำลังใจ มันอยู่ที่การตื่นขึ้นมา เพื่อที่จะบรรลุธรรม ไม่ใช่มาเกิดแล้วจมปลักอยู่กับห้วงเหวแห่งความทุกข์ ให้ตื่นขึ้นมาดูความจริง ดูความคิดที่มันหลอกท่าน ดูความรู้สึกที่มันหลอกท่าน ดูสิ่งที่ท่านมี ท่านได้ ท่านเป็น สิ มันมีจริงอย่างที่ทานคิดไหม? มันเป็นจริงอย่างที่ท่านหวังไหม? ท่านพบแล้วมันก็จากท่านไป มันมีแล้วมันก็เสียไป

  • อยู่ด้วยกันดี ก็เป็นทุกข์
  • อยู่ด้วยกันไม่ดี ก็เป็นทุกข์

แสดงว่าชีวิตมนุษย์เรานี้ จมอยู่กับความทุกข์นั่นเอง

แต่เพราะเราคิดว่า ปรับเปลี่ยน พยายามหาสิ่งนั้นมาบรรเทาทุกข์ หาสิ่งนี้มาบรรเทาทุกข์ แต่มันก็คือการบรรเทาไม่ใช่การตัดทุกข์ให้ถึงรากถึงโคนมัน

จงตื่นจากความลวงอันร้อยรัดใจท่านเถิด ตื่นจากอารมณ์รักอันลุ่มหลงมัวเมาในโลกโลกีย์นี้เถิด ตื่นจากความหลงใหลเพลิดเพลินของ นันทิยะ อันมีรูป มีเสียง มีกลิ่น มีรส และมีสัมผัส ที่เรากระทบอยู่ทุกวัน ตื่นออกจากอารมณ์ที่เป็นสุขบ้างทุกข์บ้าง ให้มันเดินอยู่ รู้อยู่ เห็นอยู่ กับความจริง  ตื่นจากความติดหลงในนวัตกรรมที่มีแต่ความเป็นทาสในสังสารวัฏ ทำให้ชีวิตเราหนาไป ด้วยกิเลส ยิ่งสะสม ยิ่งหนาไปด้วยความทุกข์ ไม่มีอะไรให้น่ายินดีเลย

ขอท่านจงมองดูตน อย่างเช่นมองกระจกเงา  มองดูด้วยจิตที่ตื่นรู้ และถามตนเองว่า เราจะยอมใช้ชีวิตจมไปกับสิ่งที่เรามีอยู่ เป็นอยู่นี้หรือ? ที่เป็นมาอย่างหาภพหาชาติไม่ถ้วนอย่างนี้อีก

เรายังไม่อิ่มด้วยการเกิดหรือไม่?

ไม่พอใจในความสุขทุกข์นี้หรือไม่?

สุขมันมีที่ใด? ทุกข์มันมีที่ใด?

มันก็เป็นแต่เพียงธรรมารมณ์ ที่มาหลอกจิตท่าน มาหลอกตาท่าน มาหลอกผิวหนังท่าน ว่าสิ่งนี้ดี สิ่งนั้นไม่ดี ใครเป็นคนบอก ความรู้สึกใช่หรือไม่? หรือความคิดใช่หรือไม่?

ในเมื่อความรู้สึกก็เป็นของปลอม ความคิดก็เป็นของปลอม แสดงว่าสุขทุกข์นั้นมันก็ต้องปลอมตามไปด้วย ในเมื่อต้นเป็นของปลอม ปลายมันก็ต้องเป็นของปลอมด้วย ต้นมันมีพิษ ลูก ดอก ผล มันก็ย่อมมีพิษเช่นเดียวกัน

เหมือนต้นยา รากก็ต้องเป็นยา ใบก็ต้องเป็นยา ลำต้นก็ต้องเป็นยาเช่นกัน สิ่งเหล่านี้ ถ้าท่านมองด้วยปัญญา มองด้วยความเข้าใจให้ชัดให้จริงให้แจ้ง เราจะถอนออกมาจากการตื่น จากการหลง จากความเพลืดเพลิน หรือนันทิยะราคะ นั่นเอง

ขอท่านจงอิ่มกับชีวิตนี้เถิด พอเพียงกับชีวิตนี้เถิด ชีวิตนี้มันน้อยนัก ลองมองดูทุกสิ่งรอบกายท่านสิ มันกำลังสลายไป ไม่ใช่หรือ? มันกำลังเสื่อมไปใช่กรือไม่? มันแก่ไปใช่หรือไม่? มันจีรังยั่งยืนอยู่กับท่านหรือไม่? แม้กายเขาก็เปลี่ยนแปลง ความคิดความรู้สึกก็เปลี่ยนไปหมด มันเลยไม่มีอดีตอนาคต เหลือแต่ปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงอยู่

จงมีสติตื่นขึ้นเถิดท่ายทั้งหลาย จงมองเห็นความจริงที่เป็นธรรมดานี้ มองให้เห็นธรรมอย่างที่มันเป็น เริ่มจากธรรมในเบื้องต้น แล้วเข้าสู่ธรรมในเบื้องกลาง  คือมีศีลอันบริสุทธิ์  มีจิตอันนิ่งเงียบ แล้งลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง  ท่านจะเห็นว่าคุณค่าในตัวเรามากมายมหาศาล ประดุจดั่งได้รัตนะอันประเสริฐ คือ พุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ มันก็อยู่ที่จิตท่านนั้นเอง
รัตนะอันประเสริฐในโลกนี้ก็อยู่ที่จิตท่าน ทรัพย์มหาศาลของพระเจ้าจักรพรรดิก็อยู่ที่จิตท่าน สมบัติทั้งหลายทั้งปวงใน   เทวโลก พรหมโลก มันก็อยู่ที่จิตท่าน เปิดมันออกมาใช้ให้ เป็นประโยชน์สิ ไล่สรรพกิเลสน้อยใหญ่ออกไปสิ

ถ้าท่านได้เปิดในเบื้องต้น ท่ามกลาง และถึงที่สุดแล้ว การบรรลุธรรมก็จะเห็นได้อย่างง่ายดาย มองโลกนี้ใหม่ด้วยจิตที่ตื่น มองดูทุกสรรพสิ่งที่ร้อยรัดมัดจิตใจเราไว้กับอารมณ์ กับความลุ่มหลงในโลก

สิ่งเหล่านี้คือบ่วงมารทั้งสิ้น เมื่อกายนี้ไม่อาจมีปาฏิหาริย์ ไม่อาจหนีออกไปจากโลก เรายังจะใช้เท้าที่ยืนอยู่บนผิวโลกนี้ เหยียบพื้นที่เป็นสะพานข้ามไป พาดวงจิตน้อยๆ นี้ ให้เป็นอิสระจากอารมณ์

เราในสถานะผู้ครองเรือน หรือฆราวาส จะยังเป็นคนของโลก แต่เราจะไม่ตกเป็นเหยื่อในโลกนี้อีกต่อไป

จงพากันตั้งจิตปรารถนาในการที่จะบรรลุธรรม ไม่มีเป้าหมายใดในชีวิตจะยิ่งใหญ่ไปกว่านี้อีกแล้ว เมื่อตั้งความปรารถนาแล้ว จงปรับเปลี่ยนชีวิต เดินตามทางอริยมรรค อันมีศีลเป็นเบื้องต้น มีการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเป็นหนทางสำคัญ ในการที่เกรียวกรำจิตใจให้มีกำลังขึ้นมาเพื่อการหลุดพ้น อย่าหลงว่าการฟังธรรมะคือแก่นธรรม เหล่านี้เป็นเพียงแรงบันดาลใจให้ท่านตื่นขึ้นเท่านั้น แม้แต่ฟังธรรมก็เป็นเพียงแรงบันดาลใจให้เห็นว่าการบรรลุธรรมเกิดขึ้นได้จริงแก่ผู้เป็นฆราวาส

นการอยู่ท่ามกลางอุณหภูมิอันแปรเปลี่ยน  และเสี่ยงอยู่ด้วยภัยพิบัติต่างๆ แม้ว่าบุญจะทำให้แคล้วคลาดได้ก็ตาม แต่การเป็นอยู่ในชีวิตปกติก็หาได้มีความสุขเช่นที่ควร(จะ)เป็นไม่ เพราะจิตและกายติดอยู่ในสนามพลังงานเดียวกัน  อยู่แต่บุคคลที่เลว สังคมที่เลว เราก็ต้องเป็นคนเลวตามเขาไปด้วย

ตามธรรมดา  ถ้าไม่มี        ความเปลี่ยนแปลง

มาบังแฝง     คนจะเบื่อ    จนเหลือที่

จะเป็นคน      ทนอยู่         ในโลกนี้

หนักเข้ามี      แต่อยาก     จะดับไป

ดับจากโลก    เพราะโลก   มันน่าชัง

แต่ใครบ้าง     รู้สึก           เช่นนี้ได้

เพราะโลกมี   อนิจจัง        บังเอาไว้

คนเราใช้       อนิจจัง        ขังตัวเอง ฯ

                     ……….พุทธทาส อินทปญฺโญ

 

จะเป็นอย่างไร? หากไม่บำเพ็ญสู่การพ้นทุกข์

ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่อยู่ในพุทธศาสนาหรือไม่ก็ตาม ผู้ไม่รู้วิธีบำเพ็ญสู่การหลุดพ้นก็ตาม ก็จะต้องวนเวียนมาเกิดอยู่ในวัฏฏะเช่นนี้  หากวนมาเกิดในมนุษยโลก ก็จะพบกับสนามพลังงานที่เปลี่ยนไปสู่ขั้วลบมากขึ้นไปทุกวี่ทุกวัน

จิตใจมนุษย์จะโหดเหี้ยมขึ้นอย่างที่ไม่เคยคิดว่าจะเป็นไปได้ เพราะสัตว์นรกที่อยู่ในนรกภูมิก่อนหน้านี้ ก็จะทยอยมาเกิดในภูมิมนุษย์ ทำให้โลกเต็มไปด้วยมนุษย์สัตว์นรก และมนุษย์สัตว์เดรัจฉาน ที่กายเป็นมนุษย์แต่จิตเลวทราม ทำแต่ความเดือดร้อนให้แก่สังคมโลก

การที่โลกสะสมคลื่นสนามแม่เหล็กไว้มากเกินไป จนแกนโลกเอียง ทำให้ต้องประสบสภาวะภัยพิบัตินานาชนิด ดังที่ได้รับสัญญาณเตือนภัยในช่วงเวลานี้อยู่แล้ว แม้ว่าจะเป็นคนดีมีศีลธรรมอย่างไรก็ตาม แต่ความดีที่ไม่พอ(ที่จะทำให้)ออกจากวัฏฏะ จะทำให้ประสบชะตากรรมเดียวกันกับคนไม่ดีเช่นกัน

ในสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ คือกากรกอยู่ท่ามกลางสนามพลังงานที่มีพลังร้ายพลังลบ สังคมรอบกายจะมีความวิปริตผิดเพี้ยนรุนแรงเพิ่มทวีคูณเข้าไปทุกวัน เพราะคนทั้งหมดในโลกไม่อาจกลับใจได้ทันในการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้นมาล่อลวง  นี้แหละคือการตกห้วงแห่งความหลง

การติดอยู่ในสนามพลังงานแบบเดียวกัน แม้ว่า(เรา)จะไม่ได้สร้างเหตุที่เลวร้ายไว้ก็ตาม เราก็หนีไม่พ้นที่จะได้รับเคราะห์กรรม(ร่วม)กับผู้อื่น

ปัจจุบันแม้จะเป็นคนดีอย่างไรก็ตาม ก็หนีไม่พ้

ผู้ที่ทำความดีด้วยจิตบริสุทธิ์ หากความดีมีพลังงานพอ และมีวาสนาพอ เมื่อตายแล้วก็ไปจุติบนเทวโลก และหากมีโอกาส มีอายุขัยอยู่ได้ยาวนานจนพ้นพุทธันดรนี้ เมื่อมาจุติในโลกมนุษย์อีก ก็จะได้อยู่ในช่วงพุทธันดรใหม่ ก็จะต้องได้รับวิบากที่ตนทำไว้ และเจอบททดสอบใหม่ๆ เจอความลวงใหม่ๆ จนจิตลืมความปรารถนาต่อการหลุดพ้น เพราะถูกลวงให้หลงมายา แล้วก็จะวนต่อไปเช่นนี้ไม่จบสิ้นเป็นเอนกชาติ ตราบใดที่ยังไม่ยอมตื่น

ประเทศไทยเราเป็นดินแดนพุทธศาสนา มีพระอริยะเจ้า พระอริยะสงฆ์  แผ่พลังรักษาคุ้มภัยไว้ให้ ทำให้สังคมธรรมยังคงพอมีหวังอยู่บ้าง แม้ว่าจะมีทรชนคอยหลอกปล้นธรรม  ให้ชาวพุทธหลงไปจากธรรมแท้ ไปสู่ธรรมที่ผู้ขอและผู้โลภในบุญ แต่ธรรมแท้ก็ยังมี ขึ้นอยู่กับว่า บุคคลจะปรับจูนคลื่นความถี่ หรือวิถีของตนมาแสวงหาธรรมหรือไม่? หรือยินดีอยู่ด้วยความลวง และ ความโลภ ที่รู้ทั้งรู้ว่านี้ไม่ใช่ธรรมของพระบรมศาสดา แต่ก็ยังหลงไปทำ เพราะคิดว่ามันง่ายดี

หากมนุษยโลกเราในยุคนี้ยังไม่ตื่น ก็อย่าหวังได้ว่าถึงกาลข้างหน้าเลย เพราะในกาลข้างหน้า กระแสพลังงานในโลกนี้  จะมืดมิดรุนแรงจนยากนักที่จะมีใครฝ่าไปได้ และจะไหลลงไปเรื่อยๆ จนสิ้นพุทธันดร ในพุทธศักราชที่ 5000 จะมีผู้บรรลุธรรมคนสุดท้ายจากบารมีเดิมเท่านั้นเอง จากการปลงสังเวชที่ได้เห็นความเสื่อมสลายทั้งหลายทั้งปวง เจดีย์บูชาพระบรมสารีริกธาตุจะหักลง และจะจมอยู่ใต้เท้าของผู้คนที่ไร้ศีลที่เหยียบย่ำ ทุกสิ่งต้องเป็นอนิจจัง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป เมื่อนั้น ธรณีจะพิโรธพลิกคว่ำ อันเป็นการสิ้นสุดพุทธันดรขององค์พระพุทธเจ้าโคดม

เราจะปล่อยให้จิตเดิมของเรา และผู้ที่เรารักต้องอเสี่ยงกับการเกิดในปลายพุทธันดรนี้หรือ? หรือจะเริ่มต้นมีศีลธรรมบำเพ็ญตนให้มั่นในความดี และแบ่งเวลาชำระจิตให้บริสุทธิ์ เพื่อพาจิตให้อยู่ในข่ายของผู้ที่จะหลุดพ้นได้ หากพ้นไม่ได้ในภพนี้ชาตินี้ ก็ยังได้มาเกิดในพุทธศาสนาอีก หากมีจิตปรารถนาแน่วแน่ต่อการพ้นทุกข์ อย่ามัวฝันถึงกาลศาสนาของพระศรีอาริย์เลย เพราะแม้แต่ยังอยู่ในยุคกลางพุทธันดรก็ยังตื่นไม่ได้ คิดหรือว่าจิตจะตื่นได้ในยุคนั้น คิดหรือว่าบุญกุศลที่บำเพ็ญกันด้วยความมืดบอด และโลภโมโทสันต์เช่นนี้ จะมีพลังบุญพอให้ได้ไปเกิดในยุคนั้น

ในขณะที่เรายังมีลมหายใจอยู่ ทำความหลุดพ้นให้เกิดแก่ตนเถิด ให้สมกับที่ได้รับโอกาสได้มีกายเนื้อได้เป็นมนุษย์  และสามารถถอดรหัสความสุขความทุกข์ ที่ล่อลวงตา ล่อลวงใจของเรา

ตื่นเถิดชาวพุทธผู้หลงทาง  ตื่นเพื่อที่จะเดินสู่การบรรลุธรรมแท้ อย่าได้งอมืองอเท้า รอวาสนาบารมีใดๆ ทั้งสิ้น  ให้ท่านตื่นขึ้นมาจากความลวงของอวิชชา  ตื่นขึ้นมาจากความลวงของสังสารวัฏ ตื่นออกจากความไม่รู้ ตื่นออกจากความหลง ตื่นออกจากนวัตกรรมที่เราสร้างขึ้นมาเพื่อปิดบังปัญญาของตัวเราเอง

ดังนั้น เราจึงต้องปลุกให้ตื่น เรียกให้ลุก ปลุกกันให้ตื่นเพื่อทันกับกาลเวลา

 …………………….