<< พระนิพพานอยู่ไกลแค่ไหน? >>

 

….ทุกอย่างอยู่ที่ใจของเรา!

นิพพานอยู่ไกลแค่ไหน? ไกลแค่ละกิเลสตัณหาได้!

กลแค่ ศีล ธรรม สมาธิ ปัญญา นำพา ก็จะไปถึง!

ชำระล้างกิเลสหมดก็เจอนิพพาน ถึงนิพพาน!….

<< หนทางเข้าสู่พระนิพพาน >>

………….พระยาธรรมเอย!

..หากว่าเรารู้จักแล้วว่าพระนิพพานคือที่ไหน?

..พระนิพพานคืออะไร?

..เพราะอะไรเราจึงปรารถนาที่จะไปพระนิพพาน?

..หากเราได้รู้ได้เข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง และปรารถนาที่จะไปนั้น ก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไรหรอกลูก!

ก็ให้เราไปดูที่เหตุ เหตุของการที่ทำให้เรานี้ยังไปไม่ได้อยู่ และเหตุเหล่านั้น ก็ไม่ได้มีอะไรมากมาย ก็แค่มีกิเลสและตัณหา คือสิ่งที่ดึงเราเอาไว้ในวัฏสงสารนี้

กิเลสตัณหา ความรัก ความโลภ ความโกรธ และความลุ่มหลง ความอยากได้อยากมีอยากเป็น สิ่งต่างๆ ทั้งหลายเหล่านี้ คือต้นเหตุของสิ่งที่ฉุดดึงให้เรายังเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏสงสารนี้

เราก็แค่ดับความรัก ความโลภ ความโกรธ และความลุ่มหลง ให้หมดไปจากตัวของเรา ความอยาก อยากได้ อยากมี อยากเป็น ทั้งหลาย ก็จะดับลงไปด้วยลูกเอ๋ย!

เมื่อเราดับสิ่งเหล่านี้ได้แล้ว สิ่งอื่นก็จะดับไปด้วย รวมถึงการที่เรานั้นจะดับการเกิดแห่งตนได้ด้วย

พระยาธรรมเอย! พระนิพพานนั้น ก็เหมือนจิตที่บริสุทธิ์ที่หลุดจากกิเลสและตัณหา ถูกชำระล้างออกไปจนหมดแล้ว ส่วนจิตที่ยังเวียนว่ายตายเกิดนั้น ก็คือจิตที่ยังคลุกอยู่ ปนเปื้อนอยู่ ติดอยู่ กับกิเลสและตัณหา

หากใครที่ปรารถนาจะไปสู่พระนิพพาน ก็แค่ชำระล้างกิเลสในใจตนให้หมด แล้วทางแห่งพระนิพพานนั้น ก็จะเปิดให้ไปเองลูกเอ๋ย!

ถึงแม้ว่าการที่เราจะชำระล้างกิเลสนั้น เป็นเรื่องที่จะดูลำบากหน่อย แต่ในความเป็นจริงแล้ว เราก็สามารถที่จะทำได้ และเราก็ทำไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ ทำไปตามเหตุและปัจจัยที่สมควร

……………………………………………

การสะสมบุญและบารมี การทำคุณงามความดีเพื่อชำระล้างกิเลสและตัณหาในใจตน ก็เป็นเช่นนั้น ขอเพียงแค่ให้เรานั้น รู้จักวิธีทำ ทำบุญแล้วให้ดูจิต ทำดีข้างนอกให้ดูข้างใน ดูจิตดูใจของตนเสมอ เสมอ ว่าเรานี้ยังติดเรื่องอะไรอยู่บ้าง ค่อยๆ ชำระล้างไปทีละนิด ทีละหน่อย แล้วจงจำไว้เถิดลูก ว่าให้รักษาศีล อย่างน้อยก็ให้รักษาศีล 5 (หรือ)ตั้งแต่ศีล 5 ขึ้นไป แล้วการรักษาศีล 5 นั้น ก็จะทำให้เราไม่สร้างหนี้กรรม ไม่ไปทำให้จิตตนนั้นปนเปื้อนขึ้นมาอีก

ศีล ในกรอบของศีลนั้นก็จะตีกรอบ ไม่ให้เรามีโลภ มีโกรธ มีหลง ไม่ให้เรานั้นเกิดการสร้างกรรม เบียดเบียน เพิ่มทุกข์ ทำให้เราอยู่ในกรอบขอบเขตของการที่จะตีกรอบให้จิตนั้นไม่ไปเกลือกกลั้วกิเลส และยังจะทำให้จิตของเรานี้  มีพลังมากพอที่จะชำระล้างกาย ล้างจิตของเรา ล้างกิเลสของเราให้มันหมดไปจากตัวของเรา ค่อยๆชำระล้างไปเรื่อยๆ ในที่สุดก็จะดับเหตุ

สิ่งที่จะทำให้ชำระล้างกิเลสตัณหาจากตัวเราได้นั้นก็คือ ศีล ธรรม สมาธิ และปัญญา

เมื่อปลูกสิ่งเหล่านี้ในตัวของเรา คอยหมั่นปฏิบัติ รักษาศีล  ฟังธรรมะว่าสอนสั่งอะไรบ้าง แล้วเราก็มาทำสมาธิ เจริญสติและปัญญา  เมื่อก่อเกิดปัญญาแล้ว รู้แจ้งตามความเป็นจริง นี้คือ “ปัญญาแห่งธรรม” เมื่อเรารู้เข้าใจในสิ่งทั้งหลายเหล่านี้แล้ว เราก็จะสามารถดับการเกิดแห่งตนได้

<< การไปสู่พระนิพพาน >>

การที่จิตดวงใดดวงหนึ่งขำระล้างดวงจิตของตนจนขาวสะอาดแล้ว ไม่มีกิเลสไม่มีตัณหาอะไรมาทำให้ปนเปื้อนและเศร้าหมองอยู่  จิตดวงนั้นก็จะปราศจากจากความรัก  โลภ โกรธ หลง ปราศจากจากสิ่งต่างๆ ที่เป็นเครื่องเศร้าหมองทั้งปวง ทั้งที่ยังอยู่ในกายเนื้ออยู่ หรือจะดับไปจากกายเนื้อแล้วก็ตาม

ถ้าเรายังอยู่ในกายเนื้ออยู่ เราก็จะอยู่แบบไม่ทุกข์ เราก็จะอยู่ได้อย่างสุขและสบาย ไม่สุขไม่ทุกข์กับสิ่งใด  มีอะไรเข้ามาหลอกล่อเราสักหน่อย เราก็จะรู้ทันแล้วว่านั่นเป็นของไม่เที่ยงแท้ นั่นคือสิ่งหลอกล่อ ไม่มีความจำเป็นอะไร ให้เราจะต้องอยากได้ อยากมี ขวนขวายดิ้นรนให้มันเกิดอะไร จิตของเราก็จะอยู่ได้อย่างสง่างดงาม  อยู่ได้อย่างมีความสุข เมื่อครั้นดับจากกายไปแล้ว  จิตดวงนั้นก็เคลื่อนไปสู่สภาวะของโลกพระนิพพาน ดินแดนความสงบสุข ที่ที่ปราศจากกิเลสและตัณหา ที่ที่บริสุทธิ์

จิตดวงนั้นก็จะเหมือนแก้วใสๆ ที่ไม่มีอะไรปนเปื้อนอีกต่อไป จะเป็นกายแก้ว จะเป็นดวงแก้ว หรือจะอธิษฐานให้สลายหายไป ก็ขึ้นอยู่กับจิตดวงนั้นๆ  จิตดวงนั้นยังมีความรู้สึกรับรู้ทุกอย่างเพียงแต่ว่าไม่มีกิเลสเครื่องเศร้าหมอง ทำให้จิตดวงนั้นเป็นทุกข์ได้อีกแล้ว และจิตดวงนั้นไม่ต้องกลับมาอยู่ในการเวียนว่ายตายเกิด ไม่ต้องถูกกฎของความไม่เที่ยงแท้ครอบคลุมให้เป็นไปตามอีกแล้ว เป็นอิสระ หลุดจากกิเลสและตัณหา หลุดจากการเวียนตายเวียนเกิด หลุดจากการไม่เที่ยงแท้ มีตั้งขึ้นอยู่และดับไป หลุดจากสิ่งทั้งหลายทั้งปวงเหล่านั้น นั้นคือดวงจิตที่ไปพระนิพพาน

ตามที่แสดงมานี้คือ  หนทางที่จะไปสู่พระนิพพาน สภาวธรรมของการไปสู่พระนิพพาน

<< พระนิพพานไปยากไหม? >>

.

…ที่ว่ายาก ….ยากอย่างไร?
…ที่ว่าง่าย ….ง่ายอย่างไร?

……….


แรงบันดาลใจให้ไปพระนิพพาน

    • เห็นทุกข์
    • เห็นเหตุแห่งทุกข์
    • เห็นความพ้นทุกข์
    • เห็นเส้นทางแห่งการดับทุกข์

บุคคลผู้เห็นความจริง 4 ประการนี้ ชัดเจนแก่ตนมากเท่าไร      ก็จะยิ่งมีแรงบันดาลใจ มีความปรารถนาจะพ้นทุกข์ มากเท่านั้น

  •  วัฏสงสาร คืออะไร?
  •  พระนิพพาน เป็นเช่นไร?
  • ก้่าวแรกของการออกจากวัฏสงสาร


  • อยากไปพระนิพพาน 
  • ให้เป็นผู้รู้แจ้งในโลก
  • ผู้ที่มีโอกาสหลุดพ้น


<< ประตูทางออกจากวัฏสงสาร >>

 

ลูกทั้งหลายเอ๋ย! ประตูทางออกจากสังสารวัฏ คือ “ความว่างเปล่า”

ความว่างเปล่าเท่านั้น จึงจะออกไปจากวัฏสงสารได้

ความว่างเปล่า คืออะไร?

คือ ไม่มีสักสิ่งสักอย่าง ไม่มีเรา ไม่มีของเรา ไม่มีจิต ไม่มีกายไม่มีอะไรทั้งนั้น ปล่อยวาง  ปล่อยให้ว่างๆ สลายความยึดติด ความยึดถือในจิตในกาย สลายอัตตาทั้งหมดนั้นไป

เมื่อเราสลายสิ่งต่างๆ เหล่านั้นไปได้แล้ว เราก็จะว่าง ว่างไปจากทุกสิ่งทุกอย่าง

ทีนี้จะสลายได้อย่างไร? การที่เราจะสลายสิ่งทั้งหมดทั้งปวงที่มีอยู่ได้ เราต้องเห็นเหตุของทุกข์ รู้จักทุกข์ เมื่อเราเห็นเหตุของทุกข์แล้ว เราก็จะปรารถนาออกจากกองทุกข์

………………………………

จิตดวงนี้ เมื่อถอดถอนจากความลุ่มหลงทั้งหลายแล้ว ก็ต้องถอดถอนจากความยึดมั่นในจิตอีก ว่าเป็นจิตเรา ของเรา

สลายสิ่งสมมติทั้งหลายจากเราไป สลายความเป็นเราไป สลายจิตที่ว่าเป็นของเราไป สลายทุกสิ่งทุกอย่าง เหมือนควันขาวๆ ออกไปจากสังสารวัฏนี้

……สลายจิต สลายกาย สลายสิ่งประกอบต่างๆ ทั้งหลายเหล่านั้น ให้เหลือแต่ลม เหลือแต่ความว่างเปล่า …….ว่าง…….. ความว่างเท่านั้น ที่จะนำพาออกจากวัฏสงสารได้

ฉะนั้น จงพิจารณาให้เห็นความทุกข์ในวัฏสงสาร เห็นความที่มันไม่เที่ยง เห็นสิ่งสมมติทั้งหลาย เข้าใจในมัน และสลายตัวตน สลายจิต ให้ว่าง…….

….ว่างจากสิ่งทั้งหลายเหล่านั้น แล้วออกจากความทุกข์นั้นมาเถิด ชีวิตจะไม่ทุกข์อะไรอีกเลย ชีวิตจะว่างเปล่า ว่างเว้นจากสรรพสิ่ง……

…………………………………………………………………

<< วิธีการออกจากวัฏสงสาร >>

.

.……….พระยาธรรมเอย! บุคคลที่เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏสงสารนี้ ก็มีกฎ 2 ข้อใหญ่ ที่คลุมอยู่ คือ “กฎแห่งกรรม ” และ “กฎแห่งความไม่เที่ยงแท้ ”  เราจึงเวียนว่ายตายเกิดตามกรรม (และ)ดับตามกฎของความไม่เที่ยงแท้

เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็แสดงถึงว่า สิ่งที่เกิดขึ้นของทุกดวงจิต เกิดตามกรรม กรรมดีและกรรมชั่วส่งผลมา และจะดับตามกฎของความไม่ที่ยงแท้

ฉะนั้น แปลว่า เราอยู่ในนี้ไปก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร

…………………………………………

ทีนี้เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ก็เมื่อมันเป็นอย่างนั้น ทำดีได้ดี  ทำชั่วได้ชั่ว

…..ทำดีไป ทุกอย่างก็ต้องเสื่อมต้องสลาย……

…..ทำชั่วไป ทุกอย่างก็ต้องเสื่อมต้องสลาย…..

ทีนี้ เราจะไม่ทำดีเพื่อหลงดีอีกแล้ว ไม่ทำชั่วเพื่อหลงชั่วอีกแล้ว ไม่อากับสิ่งสมมติทั้งหลายนั้น!

เรามาดูดีกว่าว่า เหตุอะไรหนอที่ทำให้เราเกิด ทำให้เราดับ แท้ที่จริงแล้ว เหตุที่ทำให้เราเกิดเราดับคือ  เชื้อแห่งความหลง ความรัก ความโลภ และความโกรธ เชื้อแห่งความอยาก และความไม่อยาก อ้อ! มันก็คือสิ่งเหล่านี้เอง

เราก็มาทำความดีเพื่อดับเชื้อเหล่านี้ดีกว่า จะไม่ทำความดีเพื่อไปหลงดี หลงชั่วอีกแล้ว ทำความดีโดยการถอดถอนเชื้อดีกว่า

…………………………………………

กติกาในวัฏสงสารนี้ มันไม่ยากเลยลูก! “กฎแห่งกรรม” คลุมไว้ “กฎแห่งความไม่เที่ยงแท้” ก็คลุมอยู่ เราก็ทำดีโดยปราศจากเชื้อความลุ่มหลงที่มันเป็นเหตุทำให้เราต้องอยู่ในกติกานี้ เราก็ดับเชื้อตัวนั้นซะ! เราก็จะ(ได้)เลิกอยู่ในกฎทั้งสองข้อนี้ โดยการทำทาน รักษาศีล ฟังธรรม ทำสมาธิ เติมปัญญา และทำไปเรื่อยๆ จนเรามีกำลังของจิตมากพอ เรารู้แจ้งสว่างมากพอ ความหลงไม่สามารถทำอะไรเราได้อีกต่อไป เราย่อมหลุดจากวัฏสงสารนี้ อยู่เหนืออำนาจกฎ 2 ข้อนี้ เมื่อนั้นเราก็ไม่เกิด และไม่ดับ เมื่อนั้นเราก็จะไม่มีอะไรเป็นเราเป็นของเราที่จะทำให้มันทุกข์อีกต่อไป ……

…………………………………………………………………………………………………………..

  • การเริ่มต้นออกจากวัฏสงสาร
  • วิธีการดับกิเลส
  • การชนะกิเลสตัณหา  

การทำสมาธิ

  • ตั้งใจจะไปพระนิพพานในชาตินี้
  • ควรทุ่มเทมากเท่าไร?
  • จ่ายหนี้ก่อนไปนิพพาน

…..การไปพระนิพพาน

….การจะไปพระนิพพาน

  …ถึงหรือยังไม่ถึงพระนิพพาน