<< หนทางในการตรัสรู้ >>

พระยาธรรมเอย! นอกจาการเห็นเหตุแล้วว่า

  • การลุ่มหลง พัวพัน มัวเมา อยู่ใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ต่างๆ
  • การทรมานตน

สิ่งเหล่านี้เป็นเหตุแห่งทุกข์ เป็นสิ่งที่เรานั้นลุ่มหลงไป เป็นสิ่งที่ทำให้เราเกิดอยู่ร่ำไป!

สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ เป็นสิ่งที่เราควรจะเดินออกจากสิ่งเหล่านี้ จึงได้พิจารณา และเห็นแจ้งตามความเป็นจริงว่า ถ้าอย่างนั้น หนทางที่เราจะยึดเพื่อประพฤติปฏิบัติ และเดินออกจากทุกข์นั้น ก็คือ สิ่งที่เรียกว่า

การปฏิบัติที่ควรปฏิบัติตาม 8 อย่าง” ซึ่งมีดังต่อไปนี้ล่ะ พระยาธรรม!

(ข้อที่ 1) ควรที่จะประพฤติปฏิบัติฝึกฝนตนให้แจ้ง ให้รู้ตามความเป็นจริงที่ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ กฎธรรมดาที่มันเป็นอยู่ เช่น เรื่องกฎแห่งกรรม เราต้องปฏิบัติให้เห็นตามกฎแห่งกรรม เพราะกฎแห่งกรรมนั้น คือ สิ่งที่ถูกต้อง ที่มีอยู่ เป็นไปอยู่ตามกฎของมัน ไม่สามารถมีสิ่งใดเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ และมันก็มีของมันอยู่อย่างนั้น

ถ้าเมื่อไรก็ตาม ที่เราฝึกฝนตน จนเชื่อมั่นในเรื่องของกฎแห่งกรรม เห็นตามความเป็นจริงอันถูกต้อง โดยไม่เข้าข้างตนเองว่า ทำดีแล้วไม่เห็นจะได้ดีเลย ทำชั่วไปก็ไม่เห็นจะได้รับผลของกรรมชั่วเลย เราก็จะสามารถที่จะยืนหยัดในการทำความดี ถ้าเราเห็นแจ้งตามกฎแห่งกรรม

แต่ถ้าเราไม่เห็นตามความเป็นจริง เราก็จะยังคงไม่มั่นใจที่จะทำความดีให้ถึงที่สุด

ฉะนั้น ลูกเอ๋ย! สิ่งแรกใน 8 ข้อ ที่เราควรประพฤติปฏิบัติตาม เพื่อนำพาเราไปสู่หนทางแห่งความหลุดพ้นนั้น จึงเป็นสิ่งที่เราควรที่จะฝึกฝนตนให้ความคิดเห็นของเรานั้น เห็นตามความถูกต้องที่มันมีอยู่ ในเรื่องกฎแห่งกรรม

เมื่อเรามองเห็นในเรื่องกฎแห่งกรรมแล้ว เราก็จะทะลุแจ่มแจ้งไปถึงเหตุที่เกิดสิ่งต่างๆ ทั้งหลาย เหตุที่มีอยู่ และดับไปด้วย

จิตของเรารู้ตื่น มองเห็นชัดเจนถูกต้องตามความเป็นจริงด้วยปัญญาอันรู้แจ้ง

นี่แหละลูก! คือหนทางที่จะพาให้เราหลุดพ้นจากความทุกข์ คือสิ่งที่เราควรฝึกฝนตน

ต่อไปข้อที่ 2 ก็คือ ควรที่จะฝึกฝนตน ดูจิตแห่งตน ดูอารมณ์ของตน บัดนี้ ตนนั้นมีเชื้อแห่งกิเลส คือความลุ่มหลง ความรัก ความโลภ ความโกรธ นั้นมากน้อยเพียงใด

ควรพยายามมีสติรู้เท่ารู้ทัน ควรที่จะฝึกฝนอบรมตน ให้ตนนั้นลดละจากความรัก โลภ โกรธ หลง เหล่านี้ ให้เบาบางลงไปเรื่อยๆ จนกว่า ความรัก โลภ โกรธ หลง เชื้อแห่งกิเลสนั้นจะหมดจากตนไป นี่ก็คือ สิ่งที่บุคคลผู้ปรารถนาความพ้นทุกข์นั้นควรยึดไว้เป็นหลักการปฏิบัติ เป็นหนทางที่จะนำพาตนไปสู่ความหลุดพ้น คือ มรรค ผล นิพพาน ลูกเอ๋ย!

ต่อไป การพูดก็จะต้องพูดจาในสิ่งที่ดี ในสิ่งที่เป็นความจริง ไม่ใช้คำพูดของตนนั้นไปกระทบเบียดเบียนผู้อื่น ไปสร้างกรรมที่ไม่ดีกับผู้อื่น ต้องควรระมัดระวังคำพูดของตนอย่าให้ผิดพลาดไปสร้างกรรมด้วยคำพูด

ให้ฝึกฝนตนอยู่ในกรอบของการพูดจาดี อย่างนี้แหละ พระยาธรรม! นั่นคือสิ่งที่ลูกทั้งหลายผู้ปรารถนาความหลุดพ้น ก็ควรที่จะฝึกฝน และทำตามในข้อที่ 3

ต่อไปในข้อที่ 4 บุคคลผู้ปรารถนาความหลุดพ้นนั้น ควรจะประพฤติปฏิบัติตนให้อยู่ในกรอบของศีล เว้นจากการทำชั่วด้วยการฆ่า การหยิบฉวยเอาของผู้อื่น หลอกลวงผู้อื่น เช่นนี้เป็นต้น ควรประพฤติปฏิบัติตน อย่างน้อยก็ต้องอยู่ในกรอบของศีล 5  ก็จะเป็นเหตุเป็นปัจจัย เป็นหนทางที่จะนำทางให้ลูกทั้งหลายหลุดพ้นจากความทุกข์ได้

ข้อที่ 4 ให้ปฏิบัติตนอยู่ในกรอบของศีล เช่นนี้ล่ะ พระยาธรรมเอย!

ต่อไปข้อที่ 5 สิ่งที่ควรประพฤติปฏิบัติตาม ก็คือ หากว่าเรายังเป็นฆราวาสผู้ครองเรือน ยังไม่ออกบวช ก็ควรที่จะทำอาชีพที่ชอบ อาชีพที่ดีที่ไม่เบียดเบียนต่อดวงจิตอื่น ไม่เบียดเบียนต่อผู้อื่น  ทำอาชีพที่สุจริต อาชีพนั้นก็จะไม่เป็นผลกรรมกลับมาตัดรอนทอนความดี เป็นเหตุทำให้ตนนั้นต้องจมอยู่กับความทุกข์

การทำอาชีพที่ดีที่ถูกต้องสุจริต ก็จะเป็นเหตุนำพาให้ตนถึงซึ่งความหลุดพ้นทุกข์ได้ เช่นเดียวกัน เพราะตนไม่สร้างเหตุที่ไม่ดี เพื่อผูกมัดรัดตนเอาไว้ในวัฏสงสารนี้อีกต่อไปอีก นี้ล่ะคือข้อที่ 5 ที่ควรน้อมไปประพฤติปฏิบัติตาม

ต่อไปข้อที่ 6 สิ่งที่จะควรที่จะทำ ประพฤติอยู่เสมอ ก็คือ ตั้งมั่นอยู่ในความดี ฝึกฝนตนให้ทำดีอยู่เสมอ

จะทำดีด้วยศีล ด้วยทาน ด้วยธรรม ด้วยสมาธิปัญญา หรือด้วยสิ่งใดก็ตาม ขอให้เป็นการทำความดี คือ ฝึกฝนตนให้ยึดหลักการทำดีเข้าไว้ ลูกเอ๋ย!

การทำความดีไปเรื่อยๆ ในทุกรูปแบบความดีที่เราพอจะทำได้ ก็จะสามารถนำพาให้เราพ้นจากความทุกข์ได้เช่นเดียวกัน

ฉะนั้น ข้อ 6 หรือ สิ่งที่ 6 ที่ควรทำ ก็คือ ยึดหลักการทำความดี

ข้อที่ 7 ก็คือ ควรที่จะมีสติตั้งมั่น พิจารณาถึงกาย ถึงเวทนา ที่เกิดขึ้นอยู่ในตัวของเรา สุข ทุกข์ อารมณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น พิจารณาธรรม พิจารณาดูจิต คือผู้รู้ผู้เห็นแล้ว  เข้าใจตามความเป็นจริง

ควรจะมีสติพิจาณาถึงสติปัฏฐาน 4 เรื่อง กาย เวทนา จิต และ ธรรม เหล่านี้อยู่เสมอ จนกว่าดวงจิตของลูกนั้น จะรู้ตื่น รู้แจ้งตามความเป็นจริงของบุคคลที่เรียกว่า “เรา” ซึ่งประกอบไปด้วย 4 อย่าง ที่เรานั้นควรแบ่งแยกออกจากกัน คือ กาย เวทนา จิต และ ธรรม เห็นแจ้งตามสิ่งเหล่านี้ ก็จะเป็นหนทางที่จะนำพาให้ลูกพ้นจากความทุกข์ได้ ลูกเอ๋ย! สิ่งนี้ล่ะ พระยาธรรม! คือสิ่งที่บุคคลผู้ปรารถนาพ้นทุกข์ ควรยึดเป็นหลักในการเดินตาม

และต่อไปข้อที่ 8 คือ สมาธิ ลูก!  ควรตั้งมั่นฝึกฝนตน อบรมตน ให้อยู่ในสมาธิอยู่เสมอ ให้ตนมีสมาธิ ให้จิตใจสงบ เพื่อที่จะเป็นกำลังหนุนดวงจิต ให้รู้ตื่น รู้แจ้ง ในสิ่งต่างๆ ทั้งหลาย ตามความเป็นจริง จึงได้มองเห็นแจ้งว่า

ถ้าหากปรารถนาที่จะพ้นทุกข์ หนทางที่จะนำพาเราออกจากทุกข์ ก็คือ สิ่งเหล่านี้:-

คือ (1) การทำตนให้แจ้งในความเป็นธรรมดาปกติของวัฏสงสาร ให้รู้ตื่นรู้แจ้งตามกฎของกรรม และกฎของความไม่เที่ยงแท้ ที่มันมีอยู่เป็นธรรมดา เข้าใจกฎธรรมชาติ

เมื่อเรารู้กฎกติกาแล้ว จะได้ประพฤติปฏิบัติทำความดีได้อย่างมั่นใจ

(2) พยายามฝึกฝนจิตของตนให้อยู่ห่างจากกิเลสตัณหา

(3) พูดดี ทำดี

(4) ไม่ผิดศีลผิดธรรม

(5) ทำอาชีพ ก็ให้ทำอาชีพที่สุจริต

(6) ทำความดีอยู่สม่ำเสมอ

(7) พิจารณาสติปัฏฐาน 4 ให้เห็นแจ้งตามความเป็นจริง

(8) และฝึกฝนสมาธิอยู่เสมอ ก็จะทำให้ลูกนั้นสามารถที่จะหลุดพ้นจากความทุกข์ได้

นี่คือสิ่งที่ลูกควรประพฤติปฏิบัติตาม และคือสิ่งที่เราผู้เป็นองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้มองเห็น ตามความเป็นจริงแล้วว่า บุคคลผู้ต้องการออกจากทุกข์ ต้องเดินตามทางเส้นนี้ แล้วจะพ้นทุกข์ จะสามารถที่จะออกจากวัฏสงสารได้ และเป็นสิ่งที่ดวงจิตอีกมากมาย เขาก็จะสามารถรู้แจ้งรู้ตื่นตาม และน้อมนำเอาวิธีเหล่านี้มาปฏิบัติตาม จึงได้แจ้งในวิธีของการดับทุกข์ หนทางที่จะนำพาให้ตนหลุดจากทุกข์เป็นสิ่งที่สาม ที่แตกฉานและรู้ตื่นเห็นแจ้งตามความเป็นจริงในสิ่งเหล่านี้ เช่นนี้ล่ะ พระยาธรรมเอย!……………………..

……………………………………………………..

สิ่งเหล่านี้ คือสิ่งที่ลูกทั้งหลาย ผู้ปรารถนาความพ้นทุกข์ตาม ควรน้อมไปประพฤติปฏิบัติตาม และเป็นสิ่งที่องค์พระอรหันต์มากมาย ที่สามารถฝึกฝนตนจนถึงความเป็นองค์พระอรหันต์ ได้ยึดแนวทางนี้ ในการประพฤติปฏิบัติ

เมื่อบุคคลผู้ใด ฝึกฝนตนจนรู้แจ้งเข้าใจตามสิ่งเหล่านี้ และสามารถประพฤติปฏิบัติอย่างจริงจังได้ ตามที่ได้กล่าวไปนี้ ก็สามารถที่จะพบกับความพ้นทุกข์ได้ลูก! เช่นนี้ล่ะพระยาธรรมเอย!           …..สาธุ เจ้าค่ะ ………

<< หลักธรรม >>

……….แท้ที่จริงแล้วลูกทั้งหลาย! คนที่จะเดินเข้าสู่ทางพ้นทุกข์ได้นั้น ก็มีเพียงเท่านี้แหละลูก! อยู่ในกรอบของหลักธรรมของพระพุทธเจ้า

  • ศีล ธรรม สมาธิ และ ปัญญา
  • ดูความไม่เที่ยงแท้
  • รู้กฎแห่งกรรม รู้ภพ ชาติ การเวียนว่ายตายเกิด

ดูตนเอง อย่าดูสิ่งอื่น หรือผู้อื่น ดูเหตุของทุกข์ เพื่อให้เดินออกจากมัน ดับการเกิดของเรา ก็จะดับความทุกข์ไปด้วย

จริงๆแล้ว หลักธรรมที่พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ ทรงสั่งสอนและนำทางดวงจิตทุกดวงให้พ้นจากความทุกข์ ก็มีอยู่เพียงเท่านี้ล่ะลูกเอ๋ย! ไม่ได้มีมากมายเลย

บุคคลที่สามารถประพฤติปฏิบัติ และนำธรรมนำทางตนเพื่อเข้าถึง มรรค ผล นิพพาน เข้าถึงความพ้นทุกข์ได้ เขาก็ใช้หลักการเดินเพียงเท่านี้ล่ะลูกเอ๋ย! ก็จะทำให้เขาเหล่านั้นเข้าถึงความพ้นทุกข์ได้ โดยที่ไม่จำเป็นที่จะต้องมีอะไรเยอะแยะมากมายเลย

แสดงธรรมโปรดภพภูมิให้รู้ตื่น

 

 

 

ฝึกจิตให้เป็นพุทธะ รู้ตื่น เบิกบาน

แสดงธรรมโปรดเหล่าพญานาค

 

 

 

จากความดีเบื้องต้น…..จนถึง ความดีอันสูงสุด

 

 

 

 

การรักษาความดีที่ถาวร